บริการของเรา
ฉีดเชื้อผสมเทียม (IUI)
อีกหนึ่งทางเลือกเบื้องต้นสำหรับการรักษาภาวะมีบุตรยาก
IUI เป็นวิธีช่วยให้เกิดการปฏิสนธิได้ง่ายขึ้น โดยนำอสุจิที่ผ่านการคัดเลือกแล้วเข้าสู่โพรงมดลูกในช่วงใกล้ไข่ตก เพื่อช่วยให้อสุจิเข้าใกล้ไข่มากขึ้นและเพิ่มโอกาสในการปฏิสนธิ โดยสามารถทำได้ทั้งในรอบไข่ตกตามธรรมชาติ หรือร่วมกับการใช้ยากระตุ้นไข่ตามแผนการรักษาของแพทย์

IUI คืออะไร?
เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ด้วย IUI
การฉีดเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก (IUI) เป็นการนำอสุจิที่ผ่านการคัดเลือกในห้องปฏิบัติการแล้ว ฉีดเข้าสู่โพรงมดลูกในช่วงใกล้ไข่ตก เพื่อช่วยให้อสุจิเข้าใกล้ไข่มากขึ้นและเพิ่มโอกาสในการปฏิสนธิแบบใกล้เคียงธรรมชาติ
การทำ IUI โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องใช้ยาสลบ ใช้เวลาในการทำประมาณ 10–15 นาที และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แพทย์จะนัดตรวจการตั้งครรภ์อีกครั้งประมาณ 2 สัปดาห์หลังทำหัตถการ
IUI เป็นหนึ่งในทางเลือกเบื้องต้นที่แพทย์อาจพิจารณาก่อนการรักษาที่ซับซ้อนขึ้น เช่น IVF/ICSI โดยความเหมาะสมขึ้นอยู่กับอายุ คุณภาพอสุจิ การตกไข่ สภาพท่อนำไข่ และปัจจัยด้านภาวะเจริญพันธุ์ของผู้เข้ารับการรักษาแต่ละคู่

IUI (Intrauterine Insemination)
IUI เหมาะกับใคร?
IUI เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัจจัยดังต่อไปนี้
- คู่สมรสที่มีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ และผลตรวจเบื้องต้นของทั้งสองฝ่ายปกติ
- ฝ่ายหญิงมีปัญหาการตกไข่ไม่สม่ำเสมอ เช่น PMOS หรือภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรัง
- ฝ่ายหญิงมีปัญหามูกปากมดลูกที่อาจทำให้อสุจิผ่านได้ยาก
- ฝ่ายชายมีความผิดปกติของอสุจิเล็กน้อย เช่น จำนวน การเคลื่อนไหว หรือรูปร่าง
- ฝ่ายชายมีปัญหาด้านการมีเพศสัมพันธ์หรือการหลั่ง
- ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ระดับเล็กน้อย–ปานกลาง
- เงื่อนไขสำคัญ: ฝ่ายหญิง ต้องมีท่อนำไข่อย่างน้อย 1 ข้างที่สามารถใช้งานได้ และมีการตกไข่ตามธรรมชาติหรือจากการกระตุ้นไข่
IUI ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะดังต่อไปนี้
- ฝ่ายหญิงที่อายุมากกว่า 40 ปี
- ฝ่ายหญิงมีภาวะท่อนำไข่อุดตันทั้งสองข้าง หรือได้รับการผ่าตัดปีกมดลูกทั้งสองข้าง
- ฝ่ายหญิงที่มีการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน ซึ่งส่งผลกระทบต่อท่อนำไข่
- ฝ่ายหญิงมีพังผืดในอุ้งเชิงกรานรุนแรง หรือมีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ระดับรุนแรง
- ฝ่ายชายมีจำนวนอสุจิน้อยมาก คุณภาพต่ำมาก หรือไม่มีอสุจิเลย (Azoospermia)
- ผู้ที่เคยทำ IUI แล้ว 3-6 ครั้ง แต่ยังไม่สำเร็จ
สิ่งที่ควรตรวจก่อนทำ IUI
- ผลวิเคราะห์น้ำเชื้อของฝ่ายชาย
- ผลอัลตราซาวนด์มดลูกและรังไข่
- ผลตรวจฉีดสีท่อนำไข่ (ถ้ามี)
- ผลตรวจระดับฮอร์โมน
- ผลตรวจการติดเชื้อ เช่น HIV ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบซี
IUI (Intrauterine Insemination)
ขั้นตอนการรักษาด้วย IUI
ขั้นตอนที่ 1 · การปรึกษาและประเมินครั้งแรก
แพทย์จะซักประวัติและประเมินผลการตรวจเบื้องต้น ได้แก่ ผลตรวจคุณภาพน้ำเชื้อ ผลอัลตราซาวด์มดลูกและรังไข่ ผลตรวจการติดเชื้อ รวมถึงผลตรวจระดับฮอร์โมนและผลตรวจฉีดสีท่อนำไข่ (หากมี) เพื่อประเมินว่าท่อนำไข่อย่างน้อย 1 ข้างยังสามารถทำงานได้ปกติ จากนั้นแพทย์จะวางแผนการรักษาให้สอดคล้องแต่ละบุคคล
ขั้นตอนที่ 2 · เริ่มการกระตุ้นไข่ (วันที่ 2–3 ของประจำเดือน)
เริ่มรับประทานยากระตุ้นไข่ ในวันที่ 2–3 ของรอบเดือน เพื่อกระตุ้นให้ไข่เจริญเติบโตประมาณ 1–2 ใบ ในบางกรณีอาจมีการใช้ยาฉีดกระตุ้นไข่เพิ่มเติมขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์
ขั้นตอนที่ 3 · การติดตามการเจริญเติบโตของไข่ (วันที่ 12–13 ของประจำเดือน)
อัลตราซาวด์ติดตามการเจริญเติบโตของไข่และความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูก โดยทั่วไปการติดตามต้องเข้าพบแพทย์ที่คลินิกประมาณ 2–3 ครั้ง ในบางกรณีอาจมีการตรวจเลือดเพิ่มเติมเพื่อประเมินระดับฮอร์โมน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ หากพบว่ามีฟองไข่โตมากกว่า 2 ใบ แพทย์อาจพิจารณายกเลิกการทำ IUI ในรอบนั้น เพื่อลดความเสี่ยงของการตั้งครรภ์แฝดหลายคน ซึ่งถือเป็นครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงและอาจส่งผลต่อทั้งคุณแม่และทารก
ขั้นตอนที่ 4 · ฉีดยาทำให้ไข่ตก
เมื่อไข่มีขนาดที่เหมาะสม แพทย์จะกำหนดเวลาฉีดยาทำให้ไข่ตก
ขั้นตอนที่ 5 · วันฉีดเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก (ประมาณวันที่ 14 ของประจำเดือน)
ในวันทำ IUI ฝ่ายชายจะเข้ามาเก็บตัวอย่างน้ำเชื้อที่คลินิก หลังจากนั้นน้ำเชื้อจะผ่านการเตรียมและคัดเลือกอสุจิที่มีคุณภาพในห้องปฏิบัติการ จากนั้นแพทย์จะใช้สายสวนขนาดเล็กฉีดเชื้ออสุจิที่ผ่านการคัดเลือกแล้วเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรง โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องใช้ยาสลบ ใช้เวลาในการทำประมาณ 10–15 นาที
ขั้นตอนที่ 6 · การดูแลตนเองหลังฉีดเชื้อ
แพทย์อาจพิจารณาให้ยาเสริมเพื่อช่วยพยุงเยื่อบุโพรงมดลูกในช่วงที่ตัวอ่อนมีโอกาสฝังตัว ในระหว่างนี้สามารถใช้ชีวิตประจำวันและทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ
ขั้นตอนที่ 7 · การตรวจการตั้งครรภ์
นัดตรวจการตั้งครรภ์หลังการฉีดเชื้อ IUI ประมาณ 14 วัน โดยการเจาะเลือดดูค่าระดับฮอร์โมน hCG
IUI (Intrauterine Insemination)
อัตราความสำเร็จของ IUI
IUI เป็นหนึ่งในทางเลือกในการรักษาภาวะมีบุตรยากที่มีขั้นตอนไม่ซับซ้อน แต่มีโอกาสสำเร็จต่อรอบน้อยกว่าวิธี IVF/ICSI การเข้าใจข้อดี ข้อจำกัด และโอกาสสำเร็จของแต่ละวิธี จะช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับคุณ
15–20%
อัตราการตั้งครรภ์ต่อรอบการรักษา (ไม่จำกัดอายุ)
20–25%
อัตราการตั้งครรภ์ต่อรอบการรักษา (ผู้ที่อายุต่ำกว่า 35 ปี)
10–15%
อัตราการตั้งครรภ์ต่อรอบการรักษา (ผู้ที่อายุ 35–40 ปี)
3–6
จำนวนรอบรักษาที่แนะนำก่อนพิจารณาทำ IVF/ICSI
หมายเหตุ :โอกาสสำเร็จของ IUI ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะอายุและภาวะเจริญพันธุ์ ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 35 ปีอาจพิจารณาเริ่มจาก IUI ก่อน ขณะที่ผู้ที่อายุมากกว่า 35 ปี หรือทำ IUI มากกว่า 3 รอบแล้วยังไม่ตั้งครรภ์ อาจพิจารณา IVF/ICSI ทั้งนี้ ผู้ที่มีท่อนำไข่อุดตันทั้งสองข้างหรือฝ่ายชายมีปัญหาด้านอสุจิรุนแรง อาจไม่เหมาะกับ IUI จึงควรให้แพทย์ประเมินแนวทางการรักษาตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล
อัตราความสำเร็จอ้างอิงจากงานวิจัยด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ผลลัพธ์จริงอาจแตกต่างกันตามปัจจัยเฉพาะบุคคล
IUI เหมาะกับคุณหรือไม่?
หากยังไม่แน่ใจว่า IUI หรือการรักษาแบบใดเหมาะกับคุณ นัดหมายประเมินภาวะเจริญพันธุ์ เพื่อเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับคุณ
